Movie

Daisy

posted on 04 Apr 2006 19:21 by surat95 in Movie

Daisy movieเธอเป็นจิตรกรวาดรูปเหมือนที่เนเธอร์แลนด์วันหนึ่งเธอไปวาดรูปดอกไม้ที่ทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งเพื่อจะนำออกมาแสดงในงานนิทรรศการของเธอ แวนโก๊ะวาดรูปดอกทานตะวันเธอวาดรูปดอกเดซี่ระหว่างทางกลับเธอต้องข้ามขอนไม้ที่พาดลำธารเล็กๆ เธอตกลงมา ถุงใส่อุปกรณ์วาดภาพเธอไหลไปตามน้ำ

เขา(นักฆ่า)เป็นนักฆ่าที่เนเธอร์แลนด์ เขาผ่านไปยังทุ่งดอกเดซี่ และเห็นเธอตกลงไปในน้ำ เขาวิ่งลงไปเก็บถุงอุปกรณ์ให้แต่ไม่ทัน เธอเดินจากไปก่อนแล้ว เขาสร้างสะพานไม้แทนที่ขอนไม้ แขวนถุงอุปกรณ์วาดภาพของเธอไว้ เธอวางรูปทุ่งดอกเดซี่ที่เธอวาดไว้แทนคำขอบคุณ นับจากวันนั้นสี่โมงสิบห้านาทีของทุกวันเขาจะวางกระถางดอกเดซีไว้หน้าบ้านเธอ

 

นักฆ่า-อาชีพที่ซ้อนเร้น ดอกเดซี่-ความรักที่ซ่อนเร้น

เค้า(ตำรวจ)เป็นตำรวจสากลมาสืบแก๊งค้าขายเสพติดชาวเอเชียที่เนเธอร์แลนด์ แก๊งค้ายาที่มีแหล่งกบดานบริเวณจัตุรัสที่เธอมารับจ้างวาดภาพเหมือนทุกวัน เค้าจ้างให้เธอวาดภาพเหมือนทุกวัน เค้าใช้เธออำพรางตัวสืบคดี

เขาเช่าบ้านอยู่บนตึกสูงเหนือจัตุรัส เฝ้ามองเธอ..กับเค้า

ท่ามกลางเธอ เขาและเค้า เรื่องราวจะเป็นอย่างไร

My girl & I

posted on 26 Mar 2006 19:04 by surat95 in Movie
----Spoil หรือเปล่าไม่รู้เพราะหนังมันก็บอกตอนจบแต่เริ่มแล้วแหละ----
 
"My Girl and I" ดัดแปลงมากจากหนังสือเรื่อง "Crying out Love from the Center of the world" นวนิยายของคาตายามา เคียวอิจิ และมีการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อว่า "อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก"
 
หนังเลือกวิธีเปิดเผยตอนจบตั้งแต่เริ่มเรื่อง และบอกให้คนดูรู้ว่านี้คือหนังเศร้าอย่างไม่ปิดบัง จากนั้นจึงดึงเนื้อเรื่องย้อนกลับไปเล่าถึงความรักครั้งแรกระหว่างพระเอกซึ่งผู้หญิงคนนั้นก็คือนางเอก ควบคู่กับการเล่าถึงความรักครั้งแรกที่ไม่สมหวังของปู่ของพระเอกไปด้วย
 
ด้วยบทหนังที่น่ารัก และบทสนทนาที่ทำให้คนดูหัวเราะออกมาได้อย่างลืมตัว มันทำให้ลืมไปชั่วขณะหนึ่งว่านี้คือหนังเศร้า หนังทำให้ย้อยนึกไปถึงสมัยเด็กๆสมัยPuppy loveในโรงเรียน สมัยที่ยังมีการส่งเพจหากันอยู่ สมัยที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือและต้องคอยรอว่าเมื่อไรคนที่บ้านจะวางโทรศัพท์เสียที สถานการณ์แบบนี้เด็กในยุคมือถือครองเมืองสมัยนี้คงไม่เข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร
 
ความโรแมนติกของหนัง ความน่ารักของนางเอก และการใช้สัญลักษณ์สื่อความนัยบ้างอย่าง มีครบตามสไตล์ของหนังเกาหลี มีฉากหนึ่งนางเอกถามพระเอกว่าฝนที่ตกลงมานะ ตกลงมาเป็นสายหรือว่าเป็นหยดยังไม่ทันตอบนางเอกก็จูบพระเอก เวลาหยุดนิ่งลงจนเห็นฝนที่ตกลงมาเป็นสายกลายเป็นหยด
 
เหมือนจะสื่อว่าของทุกอย่างมองได้หลายด้าน จะมองความรักครั้งนี้เป็นความสุขก็ได้หรือจะมองว่าความรักครั้งนี้คือโศกนาฎกรรมก็ได้มันอยู่ที่เรามอง หรืออาจจะบอกว่าอย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปเร็วราวกับฝนที่ตกลงมาเป็นสายจนเราไม่มีเวลาเห็นความงามของมัน หยุดเวลาไว้และค่อยๆดื่มด่ำกับความงามของทุกเม็ดฝนที่ตกลงมาจะดีกว่าไหม ถึงแม้ว่าเรามักจะรู้สึกเศร้าเสมอเวลาฝนตกก็ตาม...............

April Snow

posted on 27 Dec 2005 19:36 by surat95 in Movie
----Spoil ทั้งเรื่อง คนที่คิดจะไปดูหนังห้ามอ่าน----
หนังเริ่มเรื่องที่พระเอกทราบข่าวว่าภรรยาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนต้องเข้าห้อง ผ่าตัด พระเอกรีบเดินทางมาถึงหน้าห้องผ่าตัดจนได้พบกับนางเอกที่สามีประสบอุบัติเหตุและกำลังผ่าตัดอยู่เช่นกัน เรื่องน่าแปลกก็คือ ภรรยาของพระเอกและสามีของนางเอกประสบอุบัติเหตุบนรถคันเดียวกัน
เรื่องจริงคือสามีและภรรยานั้นคบเป็นชู้กัน เมื่อทั้งพระเอกและนางเอกทราบเรื่อง ไม่รู้ว่าทั้งคู่จะเจ็บปวดเรื่องอุบัติเหตุหรือเรื่องชู้สาว(หนุ่ม)มากกว่ากัน แต่คำหนึ่งที่พระเอกพูดขึ้นมาคือ "ถ้าเธอตายไปเสียเลย ก็คงจะดีกว่านี้" ให้ทำอย่างไรเมื่อด้วยสถานะทางสังคมความผูกพันธ์ทำให้ทั้งคู่ต่างต้องเฝ้ารอคู่ชีวิตที่จะรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง
ความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับนางเอกค่อยๆก่อตัวขึ้นในโรงพยาบาล ในที่พักที่ทั้งคู่ย้ายเข้ามาเพื่อจะได้อยู่ใกล้โรงพยาบาลมากยิ่งขึ้น หนังสร้างความสัมพันธ์ทั้งคู่ได้ค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบ ไม่รีบร้อน แต่ก็ไม่น่าเบื่อ
ความสัมพันธ์ที่เกินเลยน่าจะมาจากคำถามที่นางเอกถามพระเอกว่าถ้าภรรยาฟื้นขึ้นมาจะทำอย่างไร พระเอกตอบสั้นๆว่า "แก้แค้น" และนางเอกไล่บทสนทนาต่อไปว่า "เป็นชู้กันดีไหม"
ครั้งหนึ่งนางเอกถามพระเอกว่าทำงานอะไร พระเอกตอบว่าจัดแสงสีบนเวทีคอนเสิร์ท นางเอกบอกว่าท่าทางน่าสนุกนะ พระเอกตอบกลับมาว่า แต่ตอนคอนเสิร์ทเลิกแล้วต้องมาเก็บของนั้นน่าเบื่อมาก นางเอกพูดต่อกลับมาว่า อย่างน้อยคุณก็มีความสุขก่อนที่งานจะเลิก
ความสัมพันธ์ที่ช้าๆแต่ค่อนข้างเลยเถิด บ่งบอกถึงความยุ่งยากในใจของทั้งสองคนในสิ่งที่กำลังทำอยู่
ภรรยาของพระเอกฟื้นขึ้นมา ส่วนสามีของนางเอกตายไป นางเอกต้องการจะถอยห่างความสัมพันธ์ให้ไกลแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถห้ามใจของตัวเองได้
นางเอกชอบฤดูใบไม้ผลิ ส่วนพระเอกชอบฤดูหนาว สองคนนี้จะมาบรรจบกันที่ตรงไหน....
ฉากสุดท้ายเป็นฉากพระเอกหน้าตามีความสุขขณะกำลังควบคุมแสงสีบนเวทีคอนเสิร์ท ลากยาวต่อไปถึงตอนพระเอกกำลังเก็บอุปกรณ์ เหมือนจะสื่อให้เห็นว่าสิ่งที่ทำลงไปไม่ว่าสุดท้ายจะจบอย่างไรขอแค่ขณะที่ทำมันมีความสุขก็พอแล้ว หิมะโปรยลงมาในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ออกดอกงามจมอยู่ใต้หิมะ เหมือนความทรงจำที่สวยงามของทั้งสองคนจะคงอยู่ และบอกว่าฤดูใบไม้ผลิและฤดูหนาวก็มีโอกาสผ่านมาพร้อมกันได้