Book

all about love อาพัชรินทร์

"All about love หัวใจหนึ่งคู่ในฤดูรัก" นิยายรักหวานแหววลำดับที่หกของ อาพัชรินทร์

เฌอ นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่เป็นนักกีฬาฟันดาบของมหาวิทยาลัยทั้งยังเป็นตัวเก็งในการได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬา เยาวชนทีมชาติ แต่แล้ว...ฝันนั้นก็ต้องดับวูบลง เมื่อวันหนึ่งเฌอขี่จักรยานโดยมีแฟนสาวซ้อนท้าย และเกิดอุบัติเหตุจนกระทั่งแฟนสาวเสียชีวิต เฌอจึงหมดหวัง...หมดกำลังใจ...ไม่มีเรี่ยวแรงในการซุ่มซ้อมจนพลาดในวันคัดเลือก จึงดังนั้น...เฌอดรอปเรียนในที่สุด

น้ำเหนือ เพื่อนสนิทของเฌอ แนะนำให้ไปพักใจที่เกสต์เฮาส์ของน้องสาวต่างมารดาที่ชื่อว่า ข้าวหอม

และข้าวหอม...หญิงสาววัยยี่สิบตัวเล็กๆ ที่ชีวิตเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย แต่เธอก็ยังคงอดทน และไม่เคยท้อถอยคนนี้นี่เอง ที่ทำให้เฌอได้พบว่าชีวิตยังต้องก้าวต่อไป...แม้จะเคยร้องไห้มาหนักสักแค่ไหนก็ตาม

งานเขียนของอาพัชรินทร์ไม่ได้โดดเด่นที่พลอตเรื่อง แทบทุกเรื่องของเธอคนอ่านสามารถเดาเรื่องได้ทั้งหมด และออกจะน้ำเน่าด้วยซ้ำไปแต่สิ่งที่ทำให้งานเขียนของเธอโดดเด่นน่าติดตามตลอดคือมุมมองของความรักและการใช้ภาษาที่สามารถบ่งบอกความรู้สึกข้างในจิตใจของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม

งานเขียนที่ดีที่สุดของอาพัชรินทร์อาจจะไม่ใช่เรื่องนี้ แต่มันก็ยังทำให้ข้าพเจ้าอ่านรวดเดียวจนจบเล่มได้เหมือนทุกๆงานที่ผ่านมาของเธอ

ลองดูครับ

เขียนฝันด้วยชีิวิต ประชาคม ลุนาชัย

"เขียนฝันด้วยชีวิต" นวนิยายอัตชีวประวัติของนักเขียนนามปากกาว่า "ประชาคม ลุนาชัย"

ความฝันที่จะมีอาชีพเป็นนักเขียนยากลำบากเพียงนี้เชียวหรือ ประชาคมฝันจะเป็นนักเขียนตั้งแต่หลงเข้าไปในห้องสมุดประชาชนแห่งหนึ่งโดยไม่ ได้ตั้งใจ ตอนนั้นเขาอายุเพียง 17 ปีเขาเดินทางผ่านอีกหลายร้อน อีกหลายหนาว ล้มลุกคลุกคลาน กระเสือกกระส้น กว่าความฝันจะมาเป็นจริงก็เมื่ออายุผ่านเลขสามไปได้หลายปี

"ประชาคมซุ่มฝึกฝนงานเขียนของตนนับกว่าสิบปีกว่าจะเป็นที่รู้จักของผู้คน"

ระหว่าง ทางหาฝัน ประชาคมผ่านอาชีพหลากหลาย ตั้งแต่ ลูกจ้างร้านลูกชิ้น แบกข้าวสาร ชาวไร่ ชาวนา ลากอวนในทะเล พนักงานรักษาความปลอดภัย และอีกหลากอาชีพเกินจะพรรณาออกมาได้หมดอดสองมื้อกินมื้อมาหลายช่วงชีวิต นอนข้างถนนมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งกี่หนโชคชะตากลั่นแกล้งแทบจะตลอดการเดินทาง เรื่องสั้น นวนิยายที่แต่งไว้ต้องมีอันสูญหายอีกไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง

"เขาท้อ เขาเหนื่อย หลายครั้งล้มจนไม่อยากลุก แต่เหมือนฟ้าลิขิตให้เขาเกิดมาเพื่อเขียน"

อัตชีวประวัติ ขนาด 464 หน้าตรึงข้าพเจ้าอยู่กับที่ ซึมซับกับการใช้ภาษาที่สละสลวยงดงาม บ้างครั้งแอบยิ้มไปกับมุมมองที่สวยงามของผู้เขียน บางครั้งน้ำตากลับรื้นขึ้นมากับเรื่องธรรมดาๆ หลายครั้งนั่งด่าในใจกับความโง่และความซื่อ ข้าพเจ้าอ่านไปหนึ่งบทก็พลิกกลับมาพักสายตาที่หน้าปกหนังสือ ยิ่งอ่านไปอ่านไปข้าพเจ้าก็ยิ่งพลิกกลับมาอ่านตัวหนังสือบอกชื่อเรื่องบ่อย ครั้งขึ้น ข้าพเจ้าพลิกกระดาษแผ่นสุดท้ายพร้อมกับปิดหนังสือลง มองหน้าปกอีกหนึ่งครั้งและบอกกับตัวเองว่า

ประชาคม ลุนาชัย "เขียนฝันด้วยชีวิต" จริงๆ

"Tuesdays with Morrie" Mitch Albom

posted on 27 Mar 2006 17:24 by surat95 in Book
Tuesdays with morrie

"Tuesdays with Morrie"เป็นวิทยานิพนธ์ชิ้นสุดท้ายของ Mitch Albom ผู้เขียน ร่วมกับอาจารย์ของเขาMorrieวิทยานิพนธ์ชี้นนี้ว่าด้วยเรื่องความหมายของขีวิต ตั้งแต่ความรัก การงาน สังคม ครอบครัว อายุ การยกโทษ และท้ายที่สุดความตาย

งานชิ้นนี้เขียนมาจากหลักสูตรเรียนสุดท้ายที่ Morrie เป็นคนสอน Mitch เป็นผู้เรียน และเป็นนักเรียนเพียงคนเดียวในคอร์สนี้ การเรียนการสอนจัดขึ้นทุกวันอังคาร หัวข้อที่เรียนคือความหมายของชีวิตโดยสอนจากประสบการณ์จริง ไม่มีเกรด มีแต่การสอบปากเปล่าทุกอาทิตย์ โดยให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความหมายของชีวิต และต้องตั้งคำถามกลับไปยังอาจารย์ของเขา มีเลกเชอร์ทั้งหมด 14 ครั้ง 14 สัปดาห์ และเลกเชอร์ครั้งสุดท้ายกินความเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้นวันงานศพของ Morrie เหมือนดั่งวันสำเร็จการศึกษาของหลักสูตรนี้

Morrie เป็นโรค Amyotrophic lateral sclerosis(ALS) โรคเดียวกับที่ Stephen Hawking(ผู้เขียนเรื่อง A Brief history of time) นักฟิสิกส์ชื่อก้องโลกในปัจจุบันเป็น อาการของโรคนี้เป็นการทำลายระบบประสาท(nerve)ทำให้บังคับส่วนต่างๆของร่างกายไม่ได้ โดยปกติจะค่อยๆเริ่มจากที่ขา น่อง และลามไปทั่วทั้งตัว สุดท้ายแล้วถ้ายังไม่ตายก็จะทำได้เพียงหายใจผ่านท่อหายใจเท่านั้น ขณะที่พบว่า Morrie เป็นโรคนี้ หมอวินิจฉัยว่าเขาเหลือเวลาอีกสองปีเท่านั้น

นี้คือบทเรียนที่ผมได้จากหนังสือเล่มนี้

The first Tuesday we talk about the world
ฉันกำลังจะจากคุณไปแล้ว และวันหนึ่งฉันจะแสดงให้คุณเห็นว่าการ้องไห้มันไม่แย่หรอก

The second Tuesday we talk about Feeling sorry for yourself
ผู้คนมากมายใช้เวลามากมายในแต่ละวันกับการนั่งนึกย้อนเสียใจกับโชคชะตาที่เกิดขึ้นกับตัวเอง คงจะมีประโยชน์มากกว่าถ้าเราจำกัดขอบเขตของความเสียใจในเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วและเสียน้ำตาแค่เพียงเล็กน้อยในแต่ละวันกับมัน จากนั้นดำเนินชีวิตต่อไป
 
The Third Tuesday we talk about regret
"เมื่อคุณเป็นแบบนี้แล้ว คุณเสียใจกับสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ เสียใจกับความลับที่เก็บไว้มานานแสนนานหรือเปล่า"
"นั้นคือสิ่งที่ทุกคนกังวล จะเป็นอย่างไรถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนตาย คนเราทุกวันนี้ถูกห่อหุ้มด้วยวัตถุนิยม และทำให้เราไม่สามารถจะมองเห็นและพูดได้ว่า นี้คือทั้งหมดที่ฉันต้องการแล้วหรอ มีอะไรที่ยังขาดหายไปหรือเปล่า"

The Fourth Tuesday we talk about death
คนเราจำนวนมากใช้ชีวิตเหมือนการเดินอยู่ในยามหลับ เราไม่ได้อยู่ในโลกนี้อย่างมีสติเต็มที่ เราครึ่งหลับครึ่งตื่นและทำสิ่งต่างๆโดยอัตโนมัติวันหนึ่งเมื่อเราเผชิญหน้ากับความตาย เมื่อเรารู้ว่าเรากำลังจะตาย สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนไป เราจะพบว่าบ้างสิ่งบ้างอย่างมากมายรอบตัวเราไร้ความหมาย และมุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น เมื่อคุณรู้ว่ากำลังจะตาย คุณจะมองโลกด้วยมุมมองที่ต่างไป
"Learn how to die, and you learn how to live."
 
The Fifth Tuesday we talk about family
ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าไม่มีครอบครัว เราจะไม่มีรากฐานที่มั่นคงให้เราดำเนินชีวิตในทุกวันนี้ มันยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อโรคร้ายมาเยือน ถ้าคุณไม่มีความรักความห่วงหาอาธรณ์จากครอบครัว คุณจะเหมือนไม่มีอะไรเลย
"Love each other or perish."
 
The Sixth Tuesday we talk about Emotion
เผชิญหน้าและเรียนรู้กับอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นให้เต็มที่ เข้าใจว่าความเจ็บปวดคืออะไร ความรักคืออะไร ความเศร้าเสียใจคืออะไร และจากนั้นเราจะสามารถพูดได้ว่า ไม่เป็นไร เราเคยประสบกับอารมณ์แบบนี้ เราจำอารมณ์แบบนี้ได้ ปล่อยวางมันและเดินจากมันออกมา
 
The Seventh Tuesday we talk about Aging
เมื่อคุณโตขึ้น คุณจะเรียนรู้มากขึ้น ถ้าคุณอายุยี่สิบสองตลอด คุณก็จะโง่อย่างคนอายุยี่สิบสองตลอดไป อายุที่มากขึ้นไม่ได้แสดงถึงซากปรักหักพังอย่างเดียว เมื่ออายุมากขึ้นไม่ได้บอกแต่ด้านลบว่าเรากำลังเดินไปสู่ความตาย แต่ยังมีด้านบวกที่ทำให้คุณเข้าใจว่าคุณกำลังจะตายและนั้นแหละ มันทำให้คุณใช้ชีวิตของคุณได้ดีขึ้น
 
The Eighth Tuesday we talk about Money
มีความสับสนอย่างมากในสังคมปัจจุบันว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการและอะไรคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับเรา อาหารเป็นสิ่งจำเป็น แต่ชอคโกแล็ตชันเดย์เป็นสิ่งที่เราต้องการ เราจำเป็นต้องซื่อสัตย์กับตนเอง แต่เราไม่จำเป็นจะต้องได้รถสปอร์ตคันล่าสุดหรือบ้านที่ใหญ่ที่สุด ความเป็นจริงแล้วคือเราไม่เคยพอใจกับสิ่งต่างๆเหล่านั้น จงให้สิ่งที่เรามีกับผู้อื่น อะไรก็ได้ที่เรามี มันคือจุดเริ่มต้นของความรักและความเคารพที่เราจะได้รับ และนั้นคื่อสิ่งที่จำเป็น(need)สำหรับคนเรา
 
The Ninth Tuesday we talk about How love goes on
'คุณเคยกังวลไหมว่าเมื่อคุณตายไปคุณจะถูกลืม'
'ฉันไม่คิดว่าจะถูกลืม ฉันมีผู้คนมากมายที่ใกล้ชิดสนิทสนมกัน และความรักจะคงอยู่แม้ว่าคนจะจากโลกนี้ไปแล้ว คุณเคยได้ยินเสียงฉันไหม ระหว่างเดินทางกลับบ้าน หรือเวลาอยู่คนเดียว ถ้าคุณเคยได้ยินคุณจะไม่ลืมฉัน คิดถึงเสียงของฉันแล้วฉันจะอยู่ที่นั้น'
 
The Tenth Tuesday we talk about Marriage
"They don't know they are themselves--so how can they know who they are marrying?"
 
The Eleventh Tuesday we talk about our culture
ปัญหาคือ คนเราไม่เชื่อว่ามนุษย์เรานั้นเหมือนกัน "คนผิวดำกับคนผิวขาว" "แคโทลิกหรือโปรแตสแตน" "ผู้ชายกับผู้หญิง" ถ้าเราต่างคนต่างมองแต่ละคนให้คล้ายกัน เราก็จะกลายเป็นครอบครัวใหญ่และเหมือนกับครอบครัวของเราเอง
 
The Twelfth Tuesday we talk about forgiveness
เราต้องรู้จักยกโทษให้กับตัวเอง ในสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ ในสิ่งที่เราไม่น่าทำ ไม่มีประโยชน์ที่จะยึดติดและเสียใจกับสิ่งที่มันน่าจะเกิดขึ้น มันไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลยเมื่อคุณกำลังจะตาย
"Forgive yourself before you die. Then forgive others."
 
The Thirteenth Tuesday we talk about the perfect day
"คุณจะทำอะไรถ้ามีเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงให้คุณกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม"
"ฉันจะตื่นตอนเช้า ออกกำลังกาย กินข้าวเช้าที่โปรดปราน ไปว่ายน้ำ ทานอาหารกลางวันและพูดคุยร่วมกับเพื่อน จากนั้นไปเดินเล่นในสวน ชื่นชมกับธรรมชาติ ตอนเย็นก็จะไปทานอาหารเย็น และเต้นรำในเวลาที่เหลือ เมื่อเหนื่อยฉันก็จะกลับบ้านและเข้านอนอย่างมีความสุข"
"How could he find perfection in such an average day"
 
The Fourteenth Tuesday we say Good-bye
"Love.....you."
"I love you,too, Coach."
"สาย ธารี โกสต์ไรเตอร์ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักเขียนที่มีชื่อเสียงหลายคน วันหนึ่งเขาเดินชนหญิงสาวคนหนึ่งที่หัวมุมถนนและหลงรักเธอทันที" นี้คือจุดเริ่มของนวนิยายเรื่องใหม่ของ วินทร์ เลียววาริณ
 
นวนิยายเล่มนี้เป็นการนำประวัติศาสตร์ของประเทศไทยและเทศ ความเชื่อเก่าแก่แต่โบราณ ประวัติของนักเขียนที่มีชื่อเสียง รวมถึงหนังสือ นิยายดังๆของโลกหลายเล่มมาสร้างเป็นนวนิยายเรื่องใหม่ อาจดูคล้ายกับ Davinci Code อยู่บ้าง แต่คงเป็นการดูถูกวินทร์ถ้าจะบอกว่านวนิยายเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Davinci Code กลับดูเหมือนว่าวินทร์ต้องการสื่อว่างานเขียนแบบของ Dan Brown ไม่ใช่ว่าคนไทยจะทำไม่ได้ จุดที่ต่างกันคือวินทร์มีความมุ่งมั่นและตั้งใจสื่อให้รู้ว่านวนิยายเรื่องนี้เป็นการจับแพะมาชนแกะตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นในบทนำ ข้อมูลในภาคผนวก รวมถึงเนื้อหาของเรื่องที่(ตั้งใจให้)เกินจริงตลอดเวลา(สำหรับคนที่ชื่นชอบa brief history of Time ของสตีเฟน ฮอว์คิงอาจมองว่านวนิยายเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกินความจริงสักเท่าไหร่)และวินทร์ยังแสดงถึงการด้นเรื่องด้วยพลังสร้างสรรค์ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันเหือดแห้งไปจากนักเขียนคนนี้
 
วินทร์ ยังคงเอกลักษณ์ของงานเขียนของเขาได้อย่างเด่นชัด คือบทสนทนาที่นุ่มลึก หักมุม น่าติดตามทุกตัวอักษร คล้ายกับเรื่องสั้นหักมุมหลายเรื่องๆมาร้อยเรียงเป็นภาพใหญ่ดั่งเช่นที่ปรากฎในงานเขียนแทบทุกเรื่องของวินทร์ ไม่ว่าจะเป็น "อาเพศกำสรวล" "ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน" "ดาวเด่นเดือนช่วงดาษดา"เป็นต้น รวมถึงชื่อตัวละครในนวนิยายที่น่าจะแฝงความนัยแทบทุกชื่อ แสดงให้เห็นถึงความประณีตและใส่ใจในเกือบทุกรายละเอียดของวินทร์
 
นวนิยายเรื่องนี้เป็นงานเขียนแนวทดลองอีกครั้งหนึ่งของวินทร์ และดูเหมือนวินทร์จะยังคงทดลองงานเขียนของเขาต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกับที่วินทร์เชื่อเสมอมาว่า พลังสร้างสรรค์ของมนุษย์ไม่มีวันหมดลง

"Man and Boy" Tony Parsons

posted on 20 Mar 2006 12:50 by surat95 in Book

แฮรี่มีทุกอย่างในชีวิต การงานที่มั่นคง ภรรยาแสนสวย และลูกชายที่น่ารัก แต่การทำผิดพลาดเมื่อไปมีอะไรกับผู้หญิงที่ทำงานเพียงเรื่องเดียว ส่งผลให้เขาได้สูญเสียงานและภรรยาของเขา เหลือเพียงเขาและลูกที่ต้องผ่านชีวิตไปด้วยกัน การอยู่กับลูก การเลี้ยงลูกทำให้เขารู้ความหมายของชีวิต และรู้ว่าพ่อของเขาเองเป็นคนที่พิเศษเพียงใด

"Love is what's left when being in love has gone, okay? It's when you care about someone and hope they're happy, but you're not under any illusions about them. Maybe that kind of love is not excting and passionate and all those things that fade with time. All those things that you're so keen on. But in the end it's the only kind of love that really matters." , Gina.

"Don't feel to bad, Harry. People break up everyday. It's not the end of the world", Cyd.
"Love means knowning when to let go", Harry's mother.
"A life with out love is no life at all", Harry.
PS. ขอบคุณโจ้ ที่แนะนำหนังสือดีๆให้อ่าน
โลกที่พวกเราชาวมนุษย์อาศัยอยู่เป็นลูกกลมเบี้ยวๆ เอียงราว 23 องศา มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 12,456กิโลเมตร ลูกเบี้ยวๆใบนี้อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 149.6 ล้านกิโลเมตร และไม่ชอบอยู่นิ่งๆ หมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบในเวลา 23ชั่วโมง 56 นาที กับ 4.09 วินาทีและหมุนรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบกินเวลา 365.256 วัน
ทุกๆวัน ลูกกลมหันด้านหนึ่งรับแสงอาทิตย์นานเกือบสิบสองชั่วโมง แล้วหมุนไปอยู่ในความมืดอีกราวสิบสองชั่วโมง บางช่วงของปีในบางพื้นที่ ระยะเวลาระหว่างช่วงที่หันหน้าหาดวงอาทิตย์กับช่วงที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ในช่วงที่เกิดสุริยคราส พื้นที่บนโลกจมจ่อมในความมืดทั้งที่หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์
การเอียงของมันทำให้เกิดฤดูกาล แสงจากดวงอาทิตย์ทำให้เกิดชีวิตบนโลก ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ชีวิตบนลูกกลมใบนี้แตกต่างกัน
ความมืดและความสว่างส่งผลต่อเรามากน้อยแตกต่างกันไป สถิติบอกว่า การฆ่าตัวตายเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงฤดูหนาวที่กลางคือ 'ยาว'กว่ากลางวัน มนุษย์จำนวนมากรู้สึกหดหู่ซึมเซาทุกครั้งที่เห็นท้องฟ้าเป็นสีหม่น หลายอารยธรรมเปรียบแสงอาทิตย์เป็นความสดใส ร่าเริง สีดำกลายเป็นสีแห่งความอัปมงคล
ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม เราเกิดมาในโลกที่เป็นทวิลักษณะของกลางวันและกลางคืน สัจธรรมของโลกคือ เมื่อด้านหนึ่งเป็นกลางวัน อีกด้านหนึ่งก็ต้องเป็นกลางคืน นี่คือโลก!
เราทุกคนล้วนต้องมีช่วงที่ชีวิต 'หันหลังให้ดวงอาทิตย์' บางครั้งช่วงยามแห่งกลางคืนอาจยาวกว่าเดิม บางครั้ง 'สุริยคราส' ที่มาเยือนกระทันหัน ก็ทำให้ชีวิตจมในความมืดอย่างคาดไม่ถึง อุปสรรคของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง บางคนอาจหดหู่ หม่นหมองแต่ก็ตั้งสติและแก้ปัญหาได้ บางคนซึมเศร้าและล้มแบบลุกไม่ขึ้น เพราะคิดว่าดวงอาทิตย์ของตนดับลงแล้วอย่างถาวร
แต่ทุกๆปัญหามองได้สองมุมเสมอ เช่นเดียวกับการมองน้ำครึ่งแก้ว จะมองให้เป็นปัญหาก็ได้ จะมองให้เป็นโอกาศก็ได้ หากเลือกที่จะมองปัญหาเป็นแบบ 'เห็นหมูเท่าช้าง' กลางคืนก็ดูเหมือนจะยาวกว่ากลางวันเสมอ หรือดูยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด
แต่ทว่าเมื่อมองให้ดีจะพบว่า มีแต่โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์เท่านั้นที่เปิดโอกาสให้เรามองเห็นประกายระยิบระยับของมวลดารา
เฟรเดอริค แลงบริดจ์ (1849-1923) กล่าวว่า "Two men look out through the same bars : One sees the mud and one the stars."
ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุด (สังเกตว่าใครๆ ก็มันยืนยันว่าปัญหาของตนย่ำแย่ที่สุดเสมอ!) คนที่มองแต่โคลนก็มักเจอโคลน คนที่เงยหน้าขึ้นมองดวงดาวก็อาจพบกับดวงดาว
ซีซาร์เคยกล่าวว่า "การไม่ทำไรเลยคือความตาย"
ลูกข่างไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวมันเองหากไม่มีเชือก คนเราก็ไม่สามารถหมุนไปข้างหน้าหากไม่ลงมือทำอะไร
ชีวิตคนเราก็เหมือนลูกข่าง หมุนติ้วด้วยแรงกระทำของเราเอง จะหมุนเร็วหรือช้า เอียงหรือตรง อยู่ที่มือของเราทั้งสิ้น จะใช้ช่วงเวลาที่ชีวิตยังหมุนอยู่ทำเรื่องใหญ่โต เรื่องเล็กๆ หรือไม่ทำอะไรเลย ก็อยู่ที่เชือกในมือของเรา
เมื่อลูกข่างล้ม บางคนเลือกที่จะไม่ทำอะไร สาปแช่งโชคชะตา บางคนลุกขึ้นมาหมุนมันใหม่
เพราะมีแต่หมุนมันต่อไป จึงสามารถก้าวข้ามกลางคืนสู่กลางวันอีกครั้ง
'ด้านมืดของชีวิต' หนังสือ "โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์"
วินทร์ เลียววาริณ
PS.เพียงข้อคิดดีๆที่ได้จาก 'ด้านมืดของชีวิต' เพียงตอนเดียวในหนังสือก็คุ้มค่ากับเงินที่ต้องเสียไป

"ถ้าเราพบสิ่งที่เรารักแล้ว จะหยุดอยู่กับมันโดยไม่หมุนไปตามโลกได้หรือเปล่า"

เฉิ่มเป็นหนังรักโรแมนติกที่พูดถึงเรื่องราวของโชเฟอร์แท็กซี่เฉิ่มเชย ผู้กักขังตัวเองไว้ในโลกส่วนตัวใบเก่า ด้วยการดำเนินชีวิตแบบซ้ำๆ สวมเสื้อตัวเก่า กินข้าวร้านเดิมทุกวัน ฟังวิทยุคลื่นเดียวตลอดเวลาและหลงใหลในเพลงเก่า

แต่ชะตาชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนไปเมื่อหมอนวดสาวก้าวเข้ามานั่งบนเบาะผู้โดยสาร เพราะทั้งสองฝ่ายต่างโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงาไปคนละแบบ

นอกจากคำถามที่ว่า ถ้าเราพบในสิ่งที่เรารักแล้ว จะหยุดอยู่กับมันโดยไม่หมุนไปตามโลกได้หรือเปล่า ในหนังเรื่องนี้ยังมีมุมมองของนางเอกในฉากที่ถามพระเอกว่าทำไมกินกับข้าวแบบเดิมในร้านเดิมทุกวัน พระเอกตอบว่า กลัวไปกินร้านอื่นแล้วไม่อร่อยเท่าร้านนี้ นางเอกฟังแล้วบอกกับพระเอกว่า จริงสินะ ถ้ามีสิ่งที่ดีอยู่แล้วจะไปหาสิ่งอื่นทำไม

แต่เราไม่มีทางรู้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราคืออะไร

จริงอยู่หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยความเหงา แต่ความเหงาไม่ใช่เรื่องผิด มันอยู่ที่ว่าเราจะจัดการกับความเหงาได้ดีแค่ไหน

ถ้าเราไม่รู้จักความทุกข์เราคงไม่เห็นคุณค่าของความสุข
ถ้าเราไม่รู้จักความเหงา เราจะรู้ถึงคุณค่าของการพบกันได้อย่างไร

สองเดือนเจอกันนะ

---------------------------------------------------------------------------------------------

เนื้อหาส่วนใหญ่จาก Editor's note ของ IM magazine ฉบับที่ 6 วันที่ 25 เดือนพฤษภาคม 2005